Photobucket Photobucket Photobucket Photobucket PhotobucketPhotobucket

ได้อ่านหนังสือ เสียงสุดท้ายของรงค์ วงสวรรค์
อาว์รงค์ ของเรียกแบบสนิทสนมกับอาว์ เพราะฉันรู้สึกอย่างนั้น ๆ จริง ทั้ง ๆ ที่ก็อยู่ใกล้รังพญาอินทรี เห็นท่านโฉบไปโฉบมา ถึงแม้จะมีเสียงเล่าว่า ขึ้นไปเยี่ยมแกได้เลย แกไม่ว่าอะไรหรอก บ้านแกเปิดไว้เสมอ ฉันก็ยังไม่กล้าที่จะไปเสนอหน้า ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า ขึ้นไป แกก็คงเมตตาเรา และสนทนากันออกรส ดื่มด่ำ คำพูด และ น้ำเมาด้วยกันได้อย่างหนุกหนาน แต่ก็ให้รู้สึกเกรงใจเวลาที่เหลือของท่าน ท่านน่าจะได้ใช้มันให้มีประโยชน์ที่สุด ไม่ใช่มานั่งพูดคุยกับคนตัวเล็ก ๆ  ที่ไม่มีค่าอะไรต่อชีวิตของท่านแม้แต่น้อย ไม่ได้รู้จักฉันสักหนึ่งคน ท่านก็คงไม่เป็นอะไร มีแต่เวลาที่เป็นอิสระ และได้อยู่กับตัวเอง อยู่กับครอบครัวที่รัก ได้พักผ่อนเพิ่มขึ้นอีก มีแต่เรื่องดี ๆ แล้วเราจะไปทำให้เสียทำไม

อ่านเสียงสุดท้ายของอาว์ที่ไร เป็นให้รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ร่วมสุรากับท่านสักครั้ง ให้ท่านได้แทะโลมสักหน่อย หรือไม่ก็ด่าทอว่า เป็นนารีริมทาง ก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่คุณอาว์ได้เอ่ยถึง
นี่เราตอแหลมากไปหรือเปล่า แฮ่ ๆ

อ่านแล้วก็ยิ่งรู้สึกว่า ยังไม่เสียดายที่เกิดมา ดีใจที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ กล้าออกมาจากเมืองกรุง เมืองศิวิไลส์ เมืองที่เต็มไปด้วยความมั่งคั่ง ความรู้ ความกระหาย ความเด่น ความดัง

ดีใจที่ทุกวันนี้ยังสนุก กับการหายใจทุกวัน ตื่นเช้าอยากทำกับข้าว อยากกินกาแฟ อยากทำงาน อยากดูหนัง อยากฟังเพลง อยากเดิน อยากนั่ง เฉย ๆ อยากอ่านหนังสือ อยากนอนให้เต็มอิ่ม อยากถ่ายรูปให้ดี อยากวาดรูป อยากมีแรงบันดาล อยากมีความกระตือรือร้น อยากดื่ม อยากมากไปหรือเปล่า ที่อยากมาเนี่ย ไม่ได้ใช้เงินเยอะแยะ ทำได้เลย

ก็ยังงง ๆ อยู่ว่า พวกที่ชอบทำตัวให้ไม่ว่าง เอาเวลาไปทำงานหาเงิน เปิดร้านหลายสาขา พวกที่อะลอทออฟโฟรเจ็ค จะทำอะไรมากมายให้บ่นว่า การงานสำเร็จ มีเงินทองมากมาย แต่เสียอยู่อย่างเดียวคือไม่มีเวลา ก็พวกคุณเล่นเอาเวลาพัก เวลาเล่นไปหาเงินซะหมด แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมารื่นรมย์
เอ! หรือว่าเรายังโง่อยู่ ไม่รู้เรื่องความสุขที่แท้จริงของเศรษฐี ก็ไม่มีใครเขียนให้เราอ่าน มีแต่คนเขียนเรื่องความสุขขอกะทินิ

บางทีเราก็รู้สึกว่า  เราเกิดมาก็เพื่อใช้เวลาให้หมดไปจนตาย เราจะทำอะไรดีหล่ะ
ฉันคิดว่า ฉันน่าจะใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อความสุข เพื่อการงานที่รัก การมีสุขภาพดี มีเงินพอประมาณให้ใช้สอย ไม่อดตาย มีมากก็เอาไปเล่น ไปกินเหล้า รื่นเริง ไร้สาระบ้าง

บางคนบอกว่า ยังไม่รู้เลยว่า เกิดมาทำไม
ลองอ่านหนังสือของอาว์ดู อาว์บอกว่า ลองหาดูบนท้องถนนที่เราอยู่ ที่เราเดินผ่าน เห็นอะไรบ้าง
เอามาคิด เอามาตรอง ไม่ต้องไปไหนไกล ไม่ต้องไปเดินทางรอบโลก ไปดวงจันทร์ที่ไหน

เราว่า อันดับแรก เดินทางในตัวเองให้จบก่อน ค่อยออกจากบ้านจะดีกว่า
ยิ่งเดินทางในตัวเองหลาย ๆ รอบ ทำให้เข้าใจตัวเองอย่างละเอียด  เหมือนอ่านหนังสือตอนอายุไม่เท่ากัน ความเข้าใจ ความรู้สึกไม่เท่ากัน แต่มันทำให้ความรู้มันกระจ่างมากยิ่งขึ้น เหมือนเราเข้าใจตัวเองมากขึ้น ก็เข้าใจโลกและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ มากขึ้น

มาถึงวันนี้ ยิ่งรู้สึกว่า การมีชีวิตไม่ได้ยากเย็นอะไร เพียงแค่เราเข้าใจตัวเอง ใช้ชีวิตง่าย ๆ มีความสุขง่าย ๆ ไม่โลภ
วันนี้ก็ได้อ่านบทสัมภาษณ์ของของคุณจันได ที่ทำบ้านดิน ในนิตยสารอเดย์ ยิ่งย้ำความคิดของฉันให้แจ่มชัดขึ้นว่า
เราเกิดมาเพื่อมีความสุข รื่นรมย์กับการมีชีวิตในทุก ๆ วัน

ไม่มีสิ่งใดยากเย็นเกินมือทั้งสองของเรา ขอให้ลงมือทำ ไม่รู้ก็ไปทำให้รู้ อย่าใช้ชีวิตโง่ ๆ ไปวัน ๆ
ลงมือหรือยังคะ

onepen

เขียนตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม ถึง 10 ตุลาคม 2552

ลงบล็อกวันที่ 10 ตุลาคม 2552

007::ปาย/เชียงคาน

posted on 15 Sep 2009 13:54 by madeinutopai  in utopai2009

วันๆเดินทางอยู่รอบโต๊ะ รอบบ้าน รอบปาย ผ่านมาหลายรอบเดือน ลองเดินทางออกจากปายซะหน่อย ตั้งใจไปเชียงคานแบบไม่หวังผล ไม่คาดหวัง ไม่ฟูมฟาย และไม่โรแมนติค เรียกง่ายๆว่าไปเชียงคาน แบบดื้อๆนั่นแหละ เราขับรถไปกันเองแบบเรื่อยเปื่อย ไม่ม้วนเดียวจบ พักกลางทางที่อุตรดิตร จังหวัดเล็กๆที่น่ารัก อาหารอร่อย ราคาเยาวชน ห้องพักก็สะอาดเรียบร้อย เพราะไม่ได้คาดหวังอะไร ก็เลยสนุกไปหมด สบายๆ

ทุกวันนี้อยู่ในเมืองท่องเที่ยวอยู่แล้ว การออกไปเที่ยวเลยคล้ายๆกับการต้องไปทำงาน(อ้าว) ต้องเตรียมนู่น นี่ นั่น ข้อมูล ที่พัก ที่กิน ที่ตาย เอ้ยยัง ก่อนจะไปทำงาน เอ้ยท่องเที่ยว ที่ว่าเที่ยวสบายๆก็เพราะหาข้อมูลไว้บ้างแล้วนั่นเอง เรียกว่าหากันได้เยอะพอดู หาเสร็จแล้ว อ่านดูแล้ว เข้าใจหมดแล้ว ก็เลยไม่ต้องไป ก็รู้เรื่องเชียงคานหมดแล้วนี่ จะไปทำไมเล่า.. 55

(ยังมีต่อ ว่างจะมาพิมพ์)

 

Photobucket  Photobucket
ชาลีกับแม่ของมันชื่อ ผ้าถุง นอนอย่างมีความสุข อยากใช้ชีวิตอย่างมัน วัน ๆ วิ่งเล่น
นอน กิน มีความสุขตามอัตภาพ เคยเอาเงินให้มันไปซื้อปลาทูกินเองมันยังไม่เอาเลย

 

ตอนเช้าทุกวัน เราจะนั่งดื่มกาแฟ แล้วก็นั่งพูดคุยกันทุกวัน แบบไม่เบื่อว่า เออ ทำไมพวกเราถึงมีความสุขกันดีวะ
ไม่มีเรื่องทุกข์ร้อน ไม่มีหนี้ แม่โว้ย อยากจะทำอะไร ก็ได้ทำ ได้ทดลอง ได้ใช้เวลาแบบไม่ต้องกังวลว่า เฮ้ยเสียเวลาเงินเวลาทอง ความรู้สึกแบบนี้มันลืมไปหมดแล้ว

เป็นเพราะเราหัดกบฎกับความเชื่อในสังคม
ลองไปหาหนังสือของ กฤษณะมูรติ หยุดโลกของคาร์ลอส คาสตาเนด้า และการปฎิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว ของมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ
อ่านแล้วไม่ใช่ว่าต้องทำตามเค้าทุกคำพูด แต่จับประเด็น จับหัวใจของการใช้ชีวิตที่เข้ากับรูปแบบของเรา
แล้วฉันก็ได้ลองใช้ชีวิต ตามแบบที่ใจเราสั่ง ตั้งแต่วันนั้น ก็สิบกว่าปีแล้ว

ลองนั่งหลับตา อยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไร หาเสียงของหัวใจตัวเองให้เจอ ว่าเรายังโง่อยู่หรือเปล่า อยากมีความสุข หรือยัง อยากรู้สึกว่า มีอิสระ ทำอะไรด้วยความสบายใจ อยากทำก็ทำ ทำเต็มที่  ไม่กลัวใครด่า

น่าสงสารคนที่จะทำอะไรต้องกลัว พ่อ กลัว แม่ กลัว ครูบาอาจารย์
ตัดทิ้งเถอะ ลองทำตามที่หัวใจต้องการ โดยไม่เบียดเบียนใคร พวกเขาจะเข้าใจในความจริงใจของเราเอง
เหมือนที่ครั้งหนึ่ง แม่ของฉันไม่เคยเห็นด้วยเลย ที่ฉันย้ายมาอยู่ปาย แม่หาว่า เราขี้เกียจ ชอบเที่ยว มากกว่าจะเห็นว่า เราต้องการมาหาชีวิตที่เราอยากเป็น เราอยากรู้ว่า เราเกิดมา เพื่อจะมีหรือใช้ชีวิตยังไง ให้มันมีความสุขในทุก ๆ วัน

พอดีเราต้องการอะไรกันง่าย ๆ ทำง่าย ๆ บางทีใช้เงินนิดเดียว พอเราตั้งใจทำ มันก็ออกดอกออกผล มีไอเดียมาทำของขาย ได้ตังค์อีก
ไม่ได้มีเงินมากมาย แต่รู้สึกว่า มันพอสำหรับเราไปทั้งชีวิตแล้ว
ที่ปาย อาหารการกินไม่แพงมาก เลยไม่ต้องหาเยอะ

แค่ไม่โลภ แค่ทำใจให้อิสระ อยากทำอะไรก็ไปทำให้มันจริงจัง ทำแบบไม่กลัว ทำแบบไม่มีใครมาสั่งก็ไปทำ เดี๋ยวสิ่งที่ดี ๆ มันจะตามมาเอง  ไม่เคยคิดว่า มันจะได้เงินเท่าไหร่เลย แต่อยากเห็นมัน อยากเขียนก็เขียน อยากถ่าย ก็ถ่าย อยากเดินทางก็เดิน อยากเปิดบล็อกก็เปิด อยากทำของก็ทำ ทำเท่าที่เรามีกำลัง เริ่มจากศูนย์ มันท้าทายดี

ตอนมาปายวันแรก ไม่ได้คิดเลยว่า จะมีธุรกิจที่สามารถทำให้เรามีบ้านของเราเอง ในวันนั้นคิดแค่ว่า เออ เช่าบ้านไปตลอดชีวิตไปเลยก็ดี ไม่ต้องมีภาระมากมาย
ทำไมมันง่ายจัง แค่รู้ใจตัวเอง แค่ลงมือ แค่ไม่ต้องการมากมาย
ทำไมบางคนถึงทำไม่ได้ ต้องลองไปคิดดูนะ ว่าติดปัญหาตรงไหน
 -เป็นคนใช้เงินเกินตัว
 -นอนฝันหวาน ไม่ลงมือสักที
 -รอแต่พึ่งคนอื่น มีสองมือต้องหัดใช้บ้าง
 -โทษแต่คนอื่น
 -ไม่หาความรู้เพิ่มเติม อยากโง่ทั้งวัน
 -ไม่ชอบคิด คิดแล้วบ่นปวดหัว กินเหล้าดีกว่า
 -สร้างแต่ปัญหา ไม่แก้สักกะอย่าง
 -ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ใช้ชีวิตหายใจทิ้งไปวัน ๆ
 -ไม่กล้าลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองคิด
 -มัวแต่กลัวนู่น กลัวนี่ เกิดมาเด๋วก็ตายแล้ว กลัวอะไรกัน
 -กลัวคนไม่รัก เลยทำแต่สิ่งที่คนอื่นรักบอก แต่ไม่เคยถามใจตัวเอง
 
ถ้าอยากมีความสุขต้องเปลี่ยนทัศนคติ เริ่มลงมือใช้ชีวิตตัวเองให้เต็มที่กันเถอะ อย่ามัวแต่งอมืองอเท้าเลย
อยากทำอะไรก็ทำ ไม่รู้ ก็ไปทำให้รู้ซะ ความรู้มีอยู่ทั่วไป ยิ่งเดี๋ยวนี้มี อินเตอร์เน็ต ถามหากรูเกิ้ล แม่งรู้ทุกเรื่อง
อาว์รงค์บอกว่า ไม่ต้องไปค้นหาตัวตนที่ไหนไกล มันก็อยู่ตามท้องถนนที่เราเดินไปเดินมานั่นแหละ

ชีวติมันมีความสุข เพราะตื่นเช้ามายังรู้สึกว่า วันนี้มีเรื่องที่อยากทำอีกมากมาย มันไม่ได้ต้องใช้เงินมากมาย ยิ่งตอนนี้ ต้องใช้เงินก็ไม่มีปัญหาเลย เพราะเราทำงานเก็บเงินไว้ได้พอจะทำอะไรเล่น ๆ ได้

มันดีตรงที่ ตื่นเช้ามายังรู้สึกว่า เออวันนี้กรูอยากทำสิ่งนี้ ชอบความท้าทายเล็ก ๆ น้อย ๆ ขอให้ได้ทำ ได้คิดบ้าง ได้เพ้นท์ ได้ระบาย ได้เขียน ได้นอนเล่น ได้กินกาแฟ ได้ขายของนิด ๆ หน่อย ๆ ได้กินเหล้ากับเพื่อนที่รู้ใจ

ขนาดอาว์รงค์ก่อนสิ้นใจ ท่านยังมีเรื่องที่อยากทำอีกมากมาย
ฉันก็เป็นแบบนั้น มีเรื่องอยากจะทำมากมาย จนรู้สึกว่า ชีวิตเดียวมันไม่พอ
แต่ฉันก็ไม่อยากรีบทำทุกอย่าง ฉันอยากจะทำมันอย่างช้า ๆ ทำไปพักไป ทำได้เท่าที่ทำ ไม่เห็นจะต้องทำมันทุกอย่างในชาตินี้ ผลของมันก็คือความสุขของการมีชีวิตไม่ใช่หรือ จะทำให้มันมีความสุขให้ล้นไปขนาดไหนกัน บางทีก็งง ๆ กับเศรษฐีบางคนที่มีธุรกิจมากมาย แล้วก็ให้สัมภาษณ์สื่อว่า มีเงินแล้วแต่ไม่มีเวลา การงานก็เครียดมาก แล้วเราจะเกิดมาทำไม สิ่งที่เราต้องการพื้นฐานก็คือ การมีเวลากินข้าวให้อร่อย มีเวลาพักผ่อน ออกกำลังกาย ร่างกายแข็งแรง สุขภาพจิตแจ่มใส ร่าเริง ไม่ป่วยไม่ไข้ เท่านั้นเอง ที่ฉันปรารถนาสูงสุด

เดือนหน้าว่าจะะออกเดินทางสักอาทิตย์ แบบขับรถไปเรื่อย ๆ ก็ทำได้ คิดว่า เดือนหน้าจะขับรถไปเมืองเชียงคาน ไปกินส้มตำ ไก่ย่างริมโขง ไปนั่งเล่น นอนเล่น ชิว ๆ แบบ do nothing สักอาทิตย์

ไปเที่ยวเดี๋ยวก็ได้เรื่องมาเขียน มีรูปมาเก็บใส่กระเป๋าอีก
ฉันถึงบอกว่า ฉันรู้แล้ว ว่า การใช้ชีวิตคืออะไร ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ตามท้องถนนที่เราเดินนั่นแหละ
ฉันต้องการมีความสุขทุกวัน มีอิสระ เสรีภาพในการใช้ชีวิตโดยไม่ได้เบียดเบียนใคร มีความปรารถนา มีการงานที่รัก มีบ้าน มีคนที่เราผูกพัน เท่านี้ก็ล้นเหลือแล้วคับพี่

ตายตาหลับแล้วค่ะ


onepen
เขียน ณ. วันที่ 26 สิงหาคม 2552

ลงบล็อกวันที่ 29 สิงหาคม 2552

005::คนทำขนมหวานของฉัน | onepen

posted on 27 Aug 2009 14:50 by madeinutopai  in utopai2001

เรื่องนี้ตีพิมพ์ลงหนังสือทำมือ ยูโธปาย ฉบับที่ 5 ซีรอกซ์เป็นเล่มวันที่ 2 เมษายน 2543 Photobucket

หน้าปก ยูโธปาย ฉบับที่ 5 ออกวันที่ 2 เมษายน 2543

Photobucket

ปกหลัง อย่าเรียกว่าออกแบบเลย เรียกว่า เรามั่ว ๆ โดยเอารูปที่เราวาดเล่น ๆ มาเป็นภาพประกอบปกหลัง

Photobucket

เนื้อหาที่อยู่ข้างใน เขียนด้วยลายมือฉันเอง

Photobucket

เนื้อหาภายในเล่ม

ต่อไปนี้คือเนื้อหาที่คัดลอกมาลงบล็อก 

 

ากคุณต้องการแสวงหาทางด้านจิตวิญญาณ แบบใดก็ตาม ถ้าเป็นโชคของคุณแล้วละก็ คุณจะพบกับใครบางคนที่เป็นครู คุณอาจไม่แน่ใจในตอนแรกที่ได้พบ

ฉันคิดว่า ฉันพบครูคนหนึ่งที่เวียงเหนือ เขาเข้าใจเรื่องจิตวิญญาณดี แต่ถ้าคุณจะจะเรียนรู้จากเขา คุณจะต้องทำตามกฎ คือคุณต้องไม่พูดเรื่องจิตวิญญาณกับเขา

ฉันไม่คิดว่ามันเป็นโชคชะตาที่ทำให้ฉันได้พบกับครูคนนี้ ฉันเชื่อว่าเป็นเพราะฉันต้องการ การเรียนรู้จากใครก็ได้ที่รู้ดี ทางด้านจิตวิญญาณ การอยากรู้ ความต้องการมีพลังที่จะดึงดูดคนดี คนมีความสามารถเข้ามาสู่ชีวิตเราเอง ถ้าต้องการสิ่งร้าย สิ่งร้ายก็เข้ามาสู่ชีวิตเรา
คนเราทุกคนมีอำนาจมีพลังที่จะควบคุมชีวิตของตัวเองมากกว่าที่นึก อย่ามัวแต่โทษโชคชะตา หรือรอให่ใครมาช่วย เราต้องวิ่งเข้าไปหาโอกาสดี ๆ

เขาที่ฉันพบ เขาเป็นช่างทำขนมหวานให้กับฉัน เพราะเขากำลังปลูกบ้านให้ฉัน
โดยปกติ เขาจะปลูกข้าวเหนียวไว้กินเองตลอดปี รวมทั้งผักสวนครัว เลี้ยงวัว เลี้ยงไก่ เสร็จจากไร่่ข้าวเหนียว เขาก็ปลูกกระเทียม ว่างจากการงานในไร่ เขาจะรับจ้างปลูกบ้าน

การปลูกบ้าน ก็เป็นขนมหวานสำหรับเขา เขาปลูกบ้านได้ง่ายเหมือน เขากำลังกินข้าว ไม่คิดมาก ไม่ต้องเค้นความรู้ เขาทำได้เลย ทำคนเดียวก็ทำได้ มีอะไรยากเกินกว่าสองมือของเขา เขาทำโดยที่เขาไม่ต้องย่างเท้าเข้าไปในมหาวิทยาลัย

ฉันรู้สึกว่า เขาตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความสดใส มีความสุขที่ได้สร้างบ้านให้เรา เขาทำให้ฉันรู้สึกสนุกในการดูเขาสร้างบ้าน เขารื้อถอนบ้านเก่า ได้อย่างง่ายดาย เต่าไม้ทีละแผ่น ที่ละด้าน จากที่โทรม ๆ ดูเป็นไม้ใหม่ราคาดี
เขาจะมองบ้านที่เขาสร้าง ดูมันโตขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างที่กำลังสร้างบ้านนั้น ฉันรู้สึกว่า บ้านนั้นเป็นของเขา และเมื่อมันเสร็จแล้ว เขาจะยกบ้านนั้นให้เราดูแลต่อไป


ฉันชอบดูมือของเขา ขณะทำงาน มือที่แข็งแรง แต่อ่อนโยนต่อโลก เวลาที่เขาจับไม้ เขารู้จักไม้นั้นดีว่ามันมาจากไหน และเขาจะใช้มันให้คุ้มค่าอย่างไร และเขารักไม้ทุก ๆ แผ่น

เขาดูมีความสุข สงบ ไม่เร่งรีบในแต่ละวัน ระหว่างการทำงาน เขาอาจจะพูดคุยกับคนที่เดินผ่านไปมาอย่างสบายใจ

ใบหน้าของเขาไม่ได้บอกเลยว่า ผมเป็นช่างไมที่เก่งมาก หน้าของเขาเหมือนลุงที่กำลังปลูกข้าวทั่วๆ ไป ไม่น่าจะมีแรงปีนขึ้นไปบนหลังคาสูงเหมือนเด็ก ๆ ได้ มันเป็นใบหน้าที่อ่อนโยน ยิ้ม ๆ น้อย ๆ แบบเขินอาย ไม่อวดเก่ง มันเหมือนมีความเมตตา สดชื่น แข็งแรง ผมดำ ดูนุ่มมือ
ฉันว่า จริง ๆ แล้วเขาน่าจะมีอายุสัก 3000 ปีแล้ว เพราะพ่อของพ่อของพ่อของพ่อของเขาได้ส่งมอบความรู้ทางด้านจิตวิญญาณแก่เขา โดยพวกเขาสอนความรู้ต่อทอดกัน โดยไม่เคยเอ่ยคำว่า จิตวิญญาณเลย แต่พวกเขาสอนให้ลุงปลูกข้าวเหนียว ปลูกกระเทียม ปลูกบ้าน อย่างมีความสุข

ถ้าคุณอยากเรียนรู้ทางด้านจิตวิญญาณ คุณควรจะไปเป็นลูกมือเขาสัก 2 - 3 ปี ไม่แน่ คุณอาจเป็นช่างปลูกบ้านฝีมือดีคนหนึ่ง แล้วสักวันหนึ่ง อาจมีคนอายุน้อยกว่าคุณ มาขอเรียนทางด้านจิตวิญญาณจากคุณ จงบอกเขาแต่เพียง วิธีการปลูกข้าวเหนียว ปลูกกระเทียมและปลูกบ้าน เท่านั้น

แล้วคุณก็จะมีอายุเพิ่มขึ้นเป็น 3000 กว่าปี

onepen 

เขียนเมื่อ เมษายน 2543

004:: ขนมหวานของฉัน | onepen

posted on 24 Jul 2009 21:20 by madeinutopai  in utopai2001
เรื่องนี้ตีพิมพ์ฉบับที่ 3 วางแผงวันที่ 17 มีนาคม 2543

Photobucket

ยูโธปายฉบับที่ 3 ภาพบนเป็นหน้าปก ภาพล่างเป็นปกหลัง  วันที่ 17 เดือนมีนาคม 2543

Photobucket

 

Photobucket  

ตัวอย่างบางท่อนของบทความใน หนังสือทำมือยูโธปาย

 

เช้าวันหนึ่ง ฉันอ่านหนังสือเกี่ยวกับ เซน เจอเรื่องที่ทำให้ฉันรู้สึกถึงความสุขที่เรียบง่ายที่ใคร ๆ ก็มีได้
เป็นเรื่องที่ทำอยู่ทุกวัน แต่หลายคนอาจจะทำไปอย่างงั้น ๆ
แต่ถ้าวันหนึ่ง ที่คุณเป็นโรค ป่วย กินยา หรือกำลังเครียดเรื่องงาน หาทางออกไม่เจอ กินข้าวไม่ลง คุณจะรู้ว่า คนเรานั้นขอให้แค่ได้ทำสิ่งนั้นได้ก็เป็นสิ่งที่ประเสริฐแล้ว
ฉันอ่านแล้ว ฉันมีความรู้สึกว่า ฉันจะมีความสุขทุกวันให้ได้

ลองอ่านเรื่องของเซนเรื่องนี้ดู คุณอาจจะคิดว่า ฉันมันบ้าไปแล้ว ที่ดีใจกับเรื่องอะไรง่าย ๆ ไปมั้ง

ท่านบันเกอิ เป็นพระอาจารย์เซน ทรงกิตติรูปหนึ่งของญี่ปุ่น มีพระต่างนิกายรูปหนึ่ง มีทีท่าไม่พอใจที่คนมาฟังธรรมท่านมากมาย จึงท้าทายว่า
"อาจารย์ของข้าพเจ้าสามารถแสดงปาฏิหาริย์ได้มากมาย เช่น แม้ตัวจะอยู่ฝั่งแม่น้ำหนึ่ง ก็สามารถเขียนพระนาม พระอมิตาภะให้ไปปรากฎในกระดาษอีกฝั่งหนึ่งได้ แล้วท่านล่ะ สามรถทำปาฏิหาริย์ได้หรือไม่?

ท่านบันเกอิตอบเรียบ ๆ ว่า "ปาฏิหาริย์ของข้าพเจ้าก็คือ เมื่อหิว ข้าพเจ้าก็กินอาหาร เมื่อรู้สึกกระหายก็ดื่มน้ำ"

เป็นไงหล่ะ เรื่องง่าย ๆ ทำกันได้หรือเปล่า ฉันยอมรับคนหนึ่งหล่ะ ที่บางมื้อก็รีบกิน บางทีหิวก็ไม่ได้กิน ต้องรอโน่น รอนี่

ก็มันเป็นเรื่องง่าย ๆ ในแต่ละวัน ไม่สำคัญ ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ประหลาดอะไร กินข้าว ดื่มน้ำและยังมีเรื่องอื่น ๆ อีก  ซักผ้า ล้างจาน เดินเล่น ขี่จักรยาน ไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินมากมาย

แต่มันก็ยากกับง่ายพอ ๆ กัน กินข้าวโดยไม่คิดเรื่องอื่นเลย กินข้าวเพราะหิว หิวก็กินเลย เหมือนเป็นคนที่อิสระ ไม่มีการงานที่รกรุงรัง กินด้วยจิตใจอันอิสระ ไม่มีเรื่องหมกมุ่นในหัว

ความสุขง่าย ๆ ทำไมผู้ใหญ่ของเราถึงใจร้าย ไม่ปลูกฝังเราตั้งแต่เด็ก กว่าเราจะรู้ก็จบมหาลัยมาหลายปีแล้ว
ปล่อยให้เราต่อสู้กับความสำเร็จที่ยาก ๆ ไม่รู้ว่าจดจบอยู่ที่ไหน ทำให้กินข้าวไม่ค่อยอร่อยมาตั้งนาน รีบ ๆ กินไปอย่างนั้น ปล่อยให้เราเรียนจบ รีบหางานทำ หมั่นสร้างฐานะให้มั่นคง มันเหนื่อยนะ

ในแต่ละวัน เมื่อหิว ฉันก็กินข้าว เมื่อรู้สึกกระหายก็ดื่มน้ำ ถ้าฉันทำได้อย่างที่ท่านบันเกอิพูดมาจริง ๆ ฉันรู้สึกได้เลยว่า ฉันจะมีความสุขขนาดไหน มันแสดงถึงว่า ฉันไม่มีภาระ ไม่มีปัญหาชีวิต ไม่ต้องปวดหัวแก้ปัญหาเครียด ๆ ไม่แบกภาระหนัก ๆ ไม่ต้องดิ้นรนหรือร้อนรนทำอะไรอีกแล้ว และไม่กลัวอะไรอีกแล้ว นี่แหละคือสิ่งที่ฉันฝันว่า ฉันอยากจะมีชีวิตแบบนี้ มีการงานที่เราทำแล้วเป็นสุข ไม่ต้องการมาก ทำได้เท่าที่ทำ หิวก็กินข้าวให้อร่อยทุกมื้อ หิวน้ำ ก็กินน้ำอย่างสบาย ๆ ไม่รีบ กินแบบไม่เดือนร้อนใคร กินอย่างประหยัด อ่อนโยน กินเงียบ ๆ ไม่กระโตกกระตาก

จริง ๆ แล้วการกินดี กินพอดี ไม่โลภ มันเป็นเรื่องเล็ก ๆ ง่าย ๆ ที่ทำให้ชีวิตเราสมบูรณ์ ไม่ป่วยไข้ จิตใจแจ่มใส มีสติ กินพอดี ก็หาพอดี ก็ไม่ทุกข์มาก เมื่อไม่ต้องการมาก ก็ไม่ต้องดิ้นรนมาก

เมื่อฉันได้ทำปาฏิหาริย์ ได้คือเมื่อหิวก็กินอาหาร เมื่อรู้สึกกระหายก็ดื่มน้ำ มีเวลาเหลือ ฉันก็ยังสามารถนั่งกินขนมหวานอย่างเอร็ดอร่อย
ฉันหมายถึง เมื่อเราอิ่มท้องสบายใจ มีเวลาว่างจากการงานที่เราทำเพียงพอดี ไม่เหนื่อยมาก ไม่โลภมาก เราก็มีเวลาเหลือสำหรับขนมหวาน หมายถึงการงานที่ให้ความสุขทางจิตใจ

และขนมหวานสำหรับฉันในวันนี้ก็คือ การเขียนบทความเรื่องนี้ เรื่อง "ขนมหวานของฉัน"

 

onepen

17 มี.ค 2543